การบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยง(Risk Management) เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่มากสำหรับนักบริหาร ผู้ประกอบการ รวมถึงบรรดานักการเงินและนักการธนาคารจำนวนมากในยุคปัจจุบัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผู้เขียนพบว่า ท่านเหล่านี้นอกจากจะมีความรอบรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับเรื่องของความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงแล้วยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยงน้อยมากอีกด้วย



เรื่องของผลกระทบของความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นหรือความตายของกิจการเลยทีเดียว เพราะว่าเมื่อมีความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมหมายถึงโอกาสที่ทรัพย์สินจะสูญเสีย หรือเสียหายจะต้องมีขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบการเงินแบบเปิดของโลกภายใต้ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalized Financial Markets) ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ตามคำจำกัดความของความเสี่ยง(Risks) นั้นหมายถึง โอกาส (Probability) ที่จะเกิดความสูญเสียหรือสูญหายไปของมูลค่าของทรัพย์สินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ คำว่าโอกาสในที่นี้ต้องสามารถวัดหรือประมาณค่าได้ (Measurable) ของโอกาสที่จะเกิดได้ด้วย

ความเสี่ยงจะแตกต่างจากความไม่แน่นอน (Uncertainty) ตรงที่ความเสี่ยงนั้นต้องสามารถวัดหรือประมาณค่าได้ ในภาษาของนักการเงินนั้นความเสี่ยงจะสามารถวัดได้โดยการใช้ทฤษฎีของความน่าจะเป็น (Probability Theory) ดังตัวอย่างเช่น ถ้าเรากล่าวว่าความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมีสูงมากก็หมายถึงว่า Probability ที่จะเกิดขึ้นมีสูงมากอาจจะเป็นตัวเลขเช่น 60% หรือ 90 % เป็นต้น

ธุรกิจทุกประเภทจะมีความเสี่ยงในตัวของมันเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ อุตสาหกรรมการผลิต การนำเข้าและส่งออก ฯลฯ ดังนั้นนักบริหารจึงควรต้องรู้จักกับความเสี่ยงประเภทต่างๆในธุรกิจที่ตนดำเนินการอยู่ให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่พลาดพลั้ง บริหารกิจการให้เสียหายจากผลกระทบของความเสี่ยงประเภทต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน

ความเสี่ยงประเภทต่างๆที่พอจะรวบรวมได้นั้นมีมากหลากหลาย แต่ในชั้นนี้ผู้เขียนขอหยิบยกมากล่าวถึงให้รู้จักพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้คือ

ความเสี่ยงทางด้านราคา(Price Risks)

ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับกิจการอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า ดังตัวอย่างเช่นราคาสินค้าที่ตกต่ำลง อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินที่ผันผวนขึ้นลง ราคาของพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของบริษัทที่ออกหุ้นกู้เพื่อกู้เงินมาใช้ในการลงทุนลดต่ำลง และอัตราดอกเบี้ยทั้งของเงินกู้และเงินฝากที่เปลี่ยนแปลงไปตามตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งมีผลทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของกิจการสูงขึ้น เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วความเสี่ยงในกลุ่มนี้จัดเป็นความเสี่ยงที่เรียกว่า Market Risk หรือ Economic Risk ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมได้เพราะเป็นปัจจัยภายนอก เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจหรือทางด้านตลาด

ความเสี่ยงทางด้านเครดิต (Credit Risk หรือ Default Risk)

ความเสี่ยงข้อนี้ได้แก่ ความเสี่ยงจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามที่ตกลงไว้ เช่น ถ้าเป็นลูกหนี้ก็ไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารได้ โดยสาเหตุของการขาดความสามารถในการชำระหนี้นั้น ก็มีมากมายแตกต่างกันออกไป เรื่องนี้จะขออธิบายตอนท้ายอีกทีโดยละเอียด

ความเสี่ยงด้านเครดิตอีกประเด็นหนึ่งก็คือความเสี่ยงที่เกิดจากการที่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งกู้ยืมเงินจากนักลงทุนหรือประชาชนทั่วไป ผ่านตลาดทุน (Capital Markets) ไม่สามารถที่จะชำระหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ลงทุน (Bondholders หรือ Investors) ที่นำเงินมาซื้อหุ้นกู้ของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้นั้นๆ ได้ ถ้ามองในมุมกลับกันธนาคารหรือนักลงทุนผู้ที่อาจจะได้รับความสูญเสียจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ก็คือเจ้าของเงินลงทุน หรือธนาคารผู้ให้กู้นั่นเอง

ความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risks)

ซึ่งได้แก่ความเสี่ยงจากการที่กิจการขาดเงินสดพอเพียงที่จะชำระคืนหนี้ระยะสั้นได้ กรณีนี้พบบ่อยครั้งกับลูกค้าเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่ได้รับสินเชื่อระยะสั้นไปเพื่อหมุนเวียนในการดำเนินงาน แล้วเกิดประสบปัญหาบางอย่าง ทำให้ขาดเงินสด จนไม่สามารถชำระหนี้คืนธนาคารผู้ให้กู้ได้ หรือถ้ากรณีเป็นสถาบันการเงินเป็นผู้กู้เสียเอง ก็อาจจะได้แก่การไม่มีเงินสดพอที่จะจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน หรือเจ้าหนี้ระยะสั้นอื่นๆ ข้อนี้ยังรวมถึงกรณีที่นักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในตราสารทางด้านการเงินที่มีผู้ซื้อขายจำนวนน้อยด้วย การขายออกไปในยามที่ต้องการจะยาก เพราะว่าหาคนมาซื้อต่อได้ค่อนข้างลำบาก เช่นตัวอย่างที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไปทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศสกุลที่ไม่เป็นที่นิยม มีความเสี่ยงในการขายต่อในตลาดค้าเงิน เป็นต้น

ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน (Operational Risks)

ซึ่งได้แก่ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานประจำวันของธุรกิจ ที่มักเป็นการทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริการลูกค้าเช่น การทำนิติกรรม หรือพิธีการทางกฎหมายที่หละหลวม, Inventory Risks, ขั้นตอนการทำงานที่มีจุดอ่อนเสี่ยงต่อการฉ้อโกงของผู้ปฏิบัติงาน เช่น ระบบการจัดซื้อสินค้าที่เปิดช่องให้ผู้รับผิดชอบหาประโยชน์เข้าหาตัว เป็นต้น

ความเสี่ยงของประเทศ (Sovereign Risks)

เช่น การนำเงินไปลงทุนสร้างโรงงานในประเทศที่มีความเสี่ยงทางด้านการเงินสูงเช่นในประเทศเขมร พม่า หรือลาว ที่มีโอกาสเสียหายจากการสงคราม และปฏิวัติ หรือกระบวนการยุติธรรมและกฎหมายที่ล้าหลัง เป็นต้น ในข้อตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดตอนที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเงินอย่างรุนแรงในปี 2540 ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนโยกย้ายเงินทุนออกจากประเทศ (Capital Flight) ทันทีและย้ายไปยังภูมิภาคอื่นๆแทน


ความเสี่ยงทางด้านการเงิน (Financial Risks)

ข้อนี้บางครั้งอาจพิจารณาอยู่ในข้อที่ 1 ได้ แต่ในความเห็นของผู้เขียนแล้วเห็นว่าควรแยกประเด็นออกมา กล่าวเฉพาะจะดีกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจที่มีการกู้ยืมเงินในจำนวนที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนของทุน (Undercapitalized) หรือกล่าวในทางภาษานักการธนาคารก็คือธุรกิจมีสัดส่วนของ Debt-to-Equity Ratio ในระดับที่สูงย่อมมีความเสี่ยงทางด้านการเงินในระดับที่สูงกว่าธุรกิจที่มี Ratio ต่ำกว่า ความเสี่ยงข้อนี้มีขึ้นก็เพราะว่าในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ ยอดขายหดตัวลง ส่งผลให้กระแสเงินสดน้อยลง กิจการที่มีกู้หนี้มากๆจะขาดเงินสดที่พอเพียงสำหรับจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้กับธนาคารผู้ให้กู้ทันที ย่อมจะมีความเสี่ยงสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การแบ่งประเภทของความเสี่ยงยังสามารถแบ่งแยกได้อีกหลายๆแบบด้วยกัน แต่คงจะมากเกินความจำเป็นในระดับนี้จึงขอยุติเพียงเท่านี้นำมากล่าวถึงก็พอ

ประเด็นที่ควรต้องพิจารณาในลำดับต่อไปก็คือ เรื่องของการบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่ข้างต้นว่าควรทำอย่างไรจึงจะช่วยป้องกันมิให้กิจการต้องเสียหายทีหลัง เช่นจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ส่งออกหรือนำสินค้าเข้าต้องประสบความเสียหายจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

หลักของการบริหารความเสี่ยงที่นิยมก้นก็คือ การจัดระบบงานให้รัดกุม มี Check and Balance ซึ่งกันและกัน ดังตัวอย่างเช่น ระบบคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร หรือคณะกรรมการในการจัดซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบ ระบบการเซ็นเช็คของบริษัทที่มากกว่า 1 คนหรือมีเครื่องมือในการบริหารและป้องกันความเสี่ยงที่ดี เช่นในกรณีของความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก็จะใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง(Hedging Instruments) ประเภทต่างๆเข้ามาช่วย เช่น การซื้อขายในตลาดล่วงหน้า (Futures) เป็นต้น

และเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ดีพอผมใคร่ขออนุญาตอธิบายคุณสมบัติคร่าวๆของตราสารทางการเงินต่างๆที่นิยมใช้กันในปัจจุบันให้ท่านนักบริหารการเงินทราบพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้คือ

Forward

ซึ่งเป็นบริการที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีให้กับลูกค้าของเขา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า โดยลูกค้าจะต้องมาซื้อบริการนี้กับทางธนาคารเอง ตัวอย่างเช่น ผู้นำเข้าจะต้องจ่ายเงินดอลลาร์อีก 1 เดือนข้างหน้าเพื่อชำระค่าสินค้าก็อาจจะซื้ออัตราที่ต้องการให้ได้ในวันนี้เลย คือซื้อ Forward เงินดอลลาร์ไว้กับธนาคารพอถึงกำหนดชำระค่าสินค้าก็ไม่ต้องกลัวว่าอัตราตลาดจะเป็นอย่างไรเพราะทำForward ไว้ที่อัตราที่ต้องการกับธนาคารแล้ว

Futures

เป็นตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ต้องทำธุรกรรมผ่านตลาดกลางที่เรียกว่า Futures Exchange ในต่างประเทศเช่น CBOT (ChicagoBoard of Trade) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ให้บริการซื้อขายล่วงหน้ากับสินค้าหลายชนิดเช่น สินค้าการเกษตร อัตราดอกเบี้ย ทองคำ หรือโลหะต่างๆ เป็นต้น กลไกการซื้อขายก็เหมือนกัน Forward ทุกประการต่างกันที่ไม่ได้ซื้อขายกับธนาคารพาณิชย์ แต่ทำธุรกรรมกับตลาดExchange แทน มีระบบการสั่งซื้อและขาย และมีระบบการทำ Daily Resettlement ทุกสิ้นวันทำการ

Options

เป็นเครื่องมือป้องความเสี่ยงที่ใช้ป้องกันได้ทั้ง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ เหมือนกับForwards หรือFutures ข้างบนแต่ต่างกันตรงที่ไม่ได้เป็นสัญญาซื้อขายที่เป็นข้อผูกมัดที่ต้องกระทำแต่เป็นเพียงซื้อหรือขายสิทธิที่จะทำเท่านั้น เช่น ซื้อสิทธิที่จะซื้อเงินดอลลาร์ที่อัตรา 43 บาทต่อดอลลาร์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่พอถึงกำหนดอาจจะไม่ซื้อที่อัตรานี้ก็ได้ถ้าสามารถซื้อได้จากอัตราตลาดที่ราคาดีกว่า เช่น 42 บาท เป็นต้น

Swaps

ซึ่งจะรวมถึง Currency Swap และ Interest Rate Swap ซึ่งเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนแล ะอัตราดอกเบี้ยตามลำดับ โดยหลักการแล้วการทำ Swap ก็คือการทำการแลกเปลี่ยนกันของสกุลเงินและดอกเบี้ย ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรธุรกิจนั้นมีความประสงค์ที่จะทำอะไร เช่น บริษัท A ของอเมริกากับบริษัท C ของญี่ปุ่น อาจสามารถกู้เงินสกุลดอลลาร์และเยนได้ในเงื่อนไขที่ดีกว่ากัน แต่บริษัท A อาจต้องการใช้เงินเยนในการทำธุรกรรมทั้ง 2 บริษัทที่อาจทำ Swap กันก็เป็นได้

แม้ว่าจะมีเทคนิคการป้องกันความเสี่ยงอีกมากมาย แต่คงขอไม่กล่าวถึงในรายละเอียด เพราะเป็นเรื่องน่าเบื่อเกินไปสำหรับท่านผู้อ่าน จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน

ในโลกสมัยใหม่นี้ความเสี่ยงกำลังเป็นของธรรมดาที่องค์กรต้องรู้จักชนิดและรู้จักวิธีป้องกันให้ดีและมีระบบ ในประเทศไทยของเราธนาคารพาณิชย์จำนวนมากในอดีต ที่ประสบปัญหาขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือจากการให้เครดิต และอื่นๆมากมายก็เพราะขาดการจัดทำระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีพอนั่นเอง นักบริหารการเงินสมัยใหม่จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง และนำเครื่องมือบริหารความเสี่ยง มาใช้อย่างจริงจังในทางปฏิบัติเสียทีก่อนที่จะสายเกินแก้ไข

By
Somdej Chetuphon, MBA (University of Chicago), Group Chairman, South East Asia Business Group- Asia-Pacific, Bangkok,Thailand.